|
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
องค์กรอุทธรณ์ขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)
ประกาศตัดสิน ให้ไทยชนะคดี ที่ฟ้องร้องสหรัฐฯ กรณีที่สหรัฐฯใช้วิธีคำนวณตอบโต้การทุ่มตลาด
(เอดี) สินค้ากุ้งของไทย ด้วยวิธีการซีโรอิ้ง และกรณีเรียกเก็บหลักประกันอากร
AD (ซีบอนด์) การนำเข้าสินค้ากุ้งแช่แข็งจากประเทศไทย
เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 100 ขัดต่อความตกลงในดับเบิลยูทีโอ
ทั้งนี้ การชนะคดีดังกล่าว หลังจากไทยฟ้องร้องตั้งแต่ปี
2547 เป็นต้นมา ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น
เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกหลักสินค้ากุ้งไทย
คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 52 ของการส่งออกทั้งหมด
และจะเป็นแรงสนับสนุน การส่งออกโดยรวมของประเทศในปีนี้ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ นายมิ่งขวัญอีกว่า การชนะคดีทำให้สหรัฐฯ
ต้องคืนอากร AD และคืนการเรียกเก็บหลักประกันซีบอนด์
ที่เรียกเก็บไปแล้วต่อผู้ส่งออกไทยทั้งหมด
ซึ่งจะส่งผลให้ทำให้เม็ดเงินในระบบอุตสาหกรรมกุ้งไทยขยายตัวมากขึ้น
ด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลสูงสุดขององค์การการค้าโลก
(ดับเบิลยูทีโอ) สนับสนุนคำตัดสินส่วนใหญ่ ในครั้งก่อนที่ต่อต้านสหรัฐใน
2 คดีที่ร้องเรียนโดยอินเดียและไทยเกี่ยวกับการนำเข้ากุ้ง
โดยองค์กรอุทธรณ์ปฏิเสธบางแง่มุม ของคำตัดสินครั้งก่อนในการอุทธรณ์ของไทย,
อินเดีย และสหรัฐ ซึ่งต่างก็ท้าทายบางแง่มุมของการตัดสินของคณะกรรมการชุดเดิม
ในเดือนกุมภาพันธ์ แต่องค์กรดังกล่าวย้ำถึงข้อสรุปหลักที่ว่า
มาตรการของสหรัฐในกรณีนี้ไม่สอดคล้องกับกฎของดับเบิลยูทีโอ
เกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติ ต่อการนำเข้าที่มีราคาไม่เป็นธรรมและควรจะแก้ไข
โดยก่อนหน้านี้ ไทยและอินเดียโต้แย้งว่า ข้อกำหนดของสหรัฐฯที่จะให้วางเงินค้ำประกันที่ครอบคลุมค่าภาษีต้านการทุ่มตลาด
หรือ เอดี ทั้งหมดต่อการนำเข้ากุ้งเป็นการละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ
สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกอาหารมากเป็นอันดับ
8 ของโลก และเป็นผู้ขายกุ้งรายใหญ่ให้แก่สหรัฐฯ
คดีนี้กระทบผู้ส่งออกอาหารทะเลของไทย เช่น บริษัท
ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร
จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด
(มหาชน) โดยกุ้งส่งออกของไทยได้รับการวางขายตามห้างค้าปลีกของสหรัฐ
แหลงข้อมูล : หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
ข่าววันที่ 18 กรกฎาคม 2551
http://www.siamrath.co.th/UIFont/NewsDetail.aspx?cid=102&nid=18492
|