|
อียูแจ้งข่าวดีไทยได้คืนสิทธิจีเอสพีกลุ่มสินค้ายานยนต์ขณะที่กลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญดี๊ด๊าชิงได้เปรียบจีนที่โดนตัดสิทธิกว่า
13 รายการ รถยนต์ กุ้ง รองเท้า พลาสติก ชี้โอกาสทองเร่งส่งออกชดเชยตลาดสหรัฐฯทรุด
ประกาศเพิ่มสัดส่วนไปอียูอีกเท่าตัว
จากการที่สหภาพยุโรป หรืออียู ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากถึง
27 ประเทศ ได้ให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป(จีเอสพี)ในสินค้ากว่า
7,200 รายการ แก่ประเทศกำลังพัฒนากว่า 178 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยมาตั้งแต่ปี
2514 โดยอียูจะมีการพิจารณาทบทวนปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การให้จีเอสพีเป็นรอบ
ๆ ทุก 10 ปี ซึ่งปัจจุบันการให้จีเอสพีของอียูครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่วันที่
1 มกราคม 2549-31 ธันวาคม 2558 โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง
ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2549-31 ธันวาคม 2551
ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2552-31 ธันวาคม 2554
และช่วงที่ 3 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555-31ธันวาคม 2558
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า
ล่าสุดทางกระทรวงได้รับรายงานจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ
ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมว่า ทางอียูได้แจ้งข่าวดีว่า
ในการให้จีเอสพีในช่วงที่ 2 (2552-2554) ทางอียูได้พิจารณาคืนสิทธิจีเอสพีแก่ไทย
1 กลุ่มสินค้าสำคัญ คือกลุ่มยานพาหนะ และอุปกรณ์การขนส่งที่เกี่ยวข้องในพิกัดศุลกากรตอนที่
86-89 ที่ไทยได้ถูกตัดสิทธิไปในช่วงปี 2549-2551
ขณะเดียวกันในภาพรวมการให้จีเอสพีของอียูในช่วงปี
2552-2554 จะมีประเทศที่ถูกตัดสิทธิจีเอสพีรายกลุ่มสินค้าทั้งสิ้น
6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน 13 กลุ่มสินค้าได้แก่ กลุ่มสินค้าเคมี
พลาสติก เครื่องหนัง ไม้และผลิตภัณฑ์ สิ่งทอ รองเท้า
ของที่ทำด้วยหิน อัญมณีและเครื่องประดับ โลหะสามัญและผลิตภัณฑ์
เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า ยานพาหนะ นาฬิกา อุปกรณ์การแพทย์
และกล้องถ่ายรูป และอุปกรณ์, บราซิล 1 กลุ่มสินค้าคือ
กลุ่มอาหารปรุงแต่งเครื่องดื่ม สุรา,อินโดนีเซียและมาเลเซียประเทศละ
1 กลุ่มสินค้าในกลุ่มเดียวกันคือ ไขมันและน้ำมันที่ได้จากสัตว์หรือพืช
,เวียดนาม 1 กลุ่มสินค้าคือ กลุ่มสินค้ารองเท้าและดอกไม้เทียม
และไทย 1 กลุ่มสินค้าคือ กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับพิกัดที่
71 ซึ่งถูกตัดจีเอสพีตั้งแต่ปี 2549-2551 แล้ว
"การที่ได้คืนจีเอสพีกลุ่มสินค้ายานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพของไทยในตลาดอียูน่าจะเป็นประโยชน์กับเรามาก
ส่วนอัญมณีและเครื่องประดับพิกัดที่ 71 เป็นสินค้าที่เราถูกตัดมาก่อนหน้านี้แล้ว
ขณะที่ในภาพรวมสินค้าเกือบทุกรายการที่เราได้สิทธิจีเอสพีจากอียู
เรายังคงได้รับสิทธิฯต่อไป อย่างไรก็ดีในการให้จีเอสพีช่วงที่
2 นี้อียูได้มีการปรับเปลี่ยนเรื่องกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่จะได้รับการลดหย่อนภาษี
ซึ่งในเร็วๆนี้ ทางกรมการค้าต่างประเทศจะได้จัดสัมมนาให้ความรู้ในเรื่องนี้แก่ผู้ส่งออกไทยต่อไป"
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)
กล่าวว่า การที่สินค้ากลุ่มยานพาหนะ และอุปกรณ์การขนส่งที่เกี่ยวข้องของไทยได้คืนจีเอสพีจากอียู
จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ของไทยไปอียูในระยะต่อไปอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกรถปิกอัพซึ่งเป็นสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปอียูที่จะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำลง
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอียูเป็นตลาดส่งออกรถปิกอัพที่สำคัญของไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ
17% ของการส่งออกในภาพรวม โดยเป็นการส่งออกของหลายค่าย
อาทิ มิตซูบิชิ อีซูซุ และโตโยต้า เป็นต้น
ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าอื่นๆ ต่างให้ความเห็นในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า
การประกาศการคืน และตัดจีเอสพี แก่ประเทศที่อียูให้สิทธิจีเอสพีช่วงที่2
หลายสินค้าไทยสามารถได้ประโยชน์ไม่เฉพาะกลุ่มรถยนต์เท่านั้น
เช่นกุ้ง รองเท้า พลาสติก ซึ่งสามารถชดเชยตลาดสหรัฐฯที่กำลังประสบปัญหาซับไพรม์ได้
อนึ่ง ในปี 2550 อียูเป็นตลาดส่งออกสัดส่วน 12.8%
ของการส่งออกในภาพรวมของไทย โดยเป็นตลาดส่งออก อันดับสอง
รองจากอาเซียน ในปีที่ผ่านมาไทยส่งออกไปอียูมูลค่า
730,799 ล้านบาท ขณะที่ไทยมีการนำเข้าสินค้าจากอียูมูลค่า
414,541 ล้านบาท ไทยขาดดุลการค้าอียู 316,258 ล้านบาท
ทั้งนี้ในจำนวนมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยไปอียูในปี
2550 เป็นการส่งออกภายใต้สิทธิจีเอสพี(เสียภาษี
0% หรือในอัตราต่ำ)มูลค่า 6,914 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หรือประมาณ 235,076 ล้านบาท(คำนวณที่ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)
โดยอียูเป็นตลาดที่ไทยส่งออกภายใต้สิทธิจีเอสพีมากที่สุด
ภายใต้สิทธิจีเอสพี รองลงมาคือสหรัฐฯ ญี่ปุ่น แคนาดา
สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป(สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์
ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตล์) รัสเซีย และตุรกี ตามลำดับ
แหลงข้อมูล :หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
ฉบับที่ 2311 06 เม.ย. - 09 เม.ย. 2551
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T0323111&issue=2311
|